วันศุกร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2555

ชมวิถีคนริมน้ำและหุ่นกระบอกเล็กที่บ้านศิลปิน คลองบางหลวง


ชมวิถีคนริมน้ำและหุ่นกระบอกเล็กที่บ้านศิลปิน คลองบางหลวง
บันทึกค่ายศิลปะปิดเทอมภาคฤดูร้อน’๕๕
ค่ายรุ่นที่ ๑
วันพฤหัสบดี ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๔







วันพฤหัสบดีสีส้มที่มีฟ้าครึ้มๆทำท่าเหมือนฝนจะตก (แต่ก็ไม่ตก) พวกเราชาวศิลปะแหลมคมจะพาเด็กๆ ๒๑ ซนจากโรงเรียนศิลปะแหลมคมทั้ง ๓ แห่ง ๑.เจริญพาศน์ ๒.สวนสมเด็จฯลฯ ๓.พระราม๙ ไปเรียนรู้วิถีคนริมน้ำ ไปดูบ้านริมน้ำของจริงที่เราได้วาดภาพกันไปตั้งแต่วันแรกของค่าย และไปชมหุ่นละครเล็ก





เด็กๆมาถึงโรงเรียนกันตั้งแต่ ๘ โมงครึ่ง พอ ๙ โมงครูแหลมก็เรียกรวมเด็กๆและเล่าเรื่องราวของบ้านศิลปินแบบคร่าวๆให้เด็กๆฟัง





จากนั้นก็ให้เด็กๆเตรียมสัมภาระและออกเดินทางทันที คุณครูแบ่งเด็กๆเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรกไปรถครูนิดและครูแจง กลุ่มที่ ๒ ใช้บริการจ่าทอมรถจี๊ฟขาลุยของครูแหลมและครูแป๋ม ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเราก็เข้ามาจอดรถอยู่ที่วัดกำแพงในซอยเพชรเกษม ๒๐ เพื่อนๆจากสวนสมเด็จฯลฯ และพระราม๙ ก็มาถึงพร้อมๆกันพอดี







เด็กๆหิ้วกระเป๋าอุปกรณ์ใบใหญ่และสัมภาระของตัวเองลงมาเข้าแถวอย่างเรียบร้อยและฟังครูแหลมเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของชาวคลองบางหลวงก่อนเดินเท้าเข้าไปในซอยเล็กไปยังบ้านศิลปิน ซึ่งต้องผ่านบ้านผู้คนมากมายที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นๆ









เด็กๆเดินกันเป็นแถวตอนเรียง ๑ อย่างเป็นระเบียบ คุณลุงคุณป้าที่นั่งอยู่หน้าบ้านต่างพากันมองเด็กที่เดินกันเป็นแถวแบกกระเป๋าอุปกรณ์ใบใหญ่ (บางคนใหญ่กว่าตัวเองเสียอีก) ด้วยความเอ็นดู





เมื่อเดินไปถึงบ้านศิลปินเด็กๆถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นอย่างเรียบร้อยแล้วเดินตามครูแหลมไปนั่งตรงโถงกลางบ้านด้านหน้าเจดีย์โบราณและฟังครูแหลมเล่าเรื่องเจดีย์ และแม่น้ำเจ้าพระยา
ครูแหลมอธิบายถึงลักษณะรูปทรงขององค์พระเจดีย์ที่อยู่เบื้องหน้าเด็กๆให้ฟังว่า







“เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองเป็นศิลปะสมัยธนบุรี อยู่คู่กับชุมชนแห่งนี้มายาวนาน” ครูแหลมอธิบายให้เด็กๆฟัง
“เจดีย์ที่เด็กๆเห็นเป็นเจดีย์ฐานสิงห์ สังเกตุดูสิครับที่ฐานของเจดีย์มีลักษณะคล้ายเท้าของสิงห์” ครูแหลมชี้ให้เด็กๆดูที่ส่วนฐานของเจดีย์





ต่อจากนั้นก็เล่าเรื่องราวของคลองบางหลวงว่า แต่เดิมคลองบางหลวงคือแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยความที่เป็นช่วงที่แม่น้ำไหลโค้งอ้อม ทำให้เรือเสียเวลาเดินทางมาก  สมเด็จพระไชยราชาธิราช กษัตริย์อยุธยา ก็เลยโปรดฯ ให้ขุดคลองลัดขึ้น  ตอนหลังคลองที่ขุดลัดก็ถูกน้ำเซาะขยายใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นแม่น้ำสายหลัก (ช่วงโรงพยาบาลศิริราช) ส่วนแม่น้ำสายเดิมก็ค่อย ๆ แคบตื้นเข้าจนกลายเป็นคลองไป











จากนั้นก็พาเด็กๆเดินชมรอบๆบ้านศิลปิน ชั้นบนมีผลงานศิลปะแสดงอยู่ เด็กเดินตามและฟังครูแหลมเล่าเรื่องมากมายอย่างสนุก

















จบภาระกิจการหาองค์ความรู้เด็กๆก็แยกย้ายกันไปหยิบกระเป๋าอุกรณ์ศิลปะมาทำงานกันทันที พอหยิบกระดานวาดรูป ดินสอ ยางลบได้ทุกคนก็เอกเขนกนอนวาดรูปบ้าง นั่งวาดรูปบ้างตามแต่สะดวกกันเลย























เด็กๆเลือกมุมที่ชอบในบ้านศิลปินมาร่างลงบนกระดาษ ด้วยดินสอแล้วนำไปส่งให้ครูแหลมดู แล้วจึงกลับมาระบายสีให้สวยงาม ทุกคนทำงานกันอย่างมีสมาธิและตั้งใจ แม้จะมีผู้คนมามายแวะเยี่ยมเยียนบ้านศิลปิน และเข้าถ่ายรูป ถามไถ่ตอนเด็กกำลังทำงาน เด็กๆก็ยังคงทำงานด้วยความตั้งใจ จนเป็นที่เอ็นดูแก่นักท่องเที่ยวทุกๆคน





พอเริ่มระบายสีทีไรสาวน้อยอลิชาก็เริ่มงอแงทุกที
"อลิชาเหนื่อยจัง อลิชาง่วงนอน" เธอจะเริ่มบ่นแล้วโยเยไม่ยอมทำงานทุกครั้งไป
เมื่อวานครูแป๋มมายาวิเศษแก้ง่วงเป็นลูกอมรสผลไม้ อมเม็ดเดียวหายเป็นปลิดทิ้งทำงานได้อย่างตั้งใจเหมือนเดิม แต่วันนี้ครูแป๋มไม่มีลูกอมรสผลไม้เลย...จะเอาอะไรมาเป็นยาแก้ง่วงให้อลิชาได้ล่ะเนี่ย
ว่าแล้ว...ก็เริ่มรื้อค้นในกระเป๋าวิเศษของครูแป๋มพบลิปสติกกลิ่นโคล่าที่แม่หมูซื้อมาฝากอยู่ ๑ แท่ง
"อลิชาวันนี้ครูแป๋มมีลิปติกวิเศษ มันมีกลิ่นโคล่าด้วยนะ" ครูแป๋มยื่นลิปติกให้อลิชาดม
"มันหอมเหมือนโคล่าจริงๆด้วยค่ะ" อลิชาตื่นเต้น
"และที่สำคัญ ถ้าใครได้ทาลิปติกแท่งนี้ที่ริมฝีปาก เด็กคนนั้นจะหายง่วงนอนแล้วตั้งใจทำงานทันที" ครูแป๋มอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงให้อลิชาฟังอีกแล้ว
"อลิชาอยากทาค่ะ" อลิชาบอก ครูแป๋มจึงเปิดฝาลิปสติกแล้วทาลงบนริมฝีปากเล็กๆของอลิชาทันที
"ทุกคนคอยดูนะพอครูแป๋มทาลิปติกวิเศษให้อลิชาเสร็จแล้ว อลิชาจะหายง่วงนอนและระบายสีเก่งมากๆเลย" ครูแป๋มป่าวประกาศเรื่องวิเศษให้ทุกๆคนทราบ
แล้วคำที่ป่าวประกาศออกไปก็เกิดผลทันตาเห็น
"ทุกๆคนดูสิ อลิชาทำงานเก่งมั๊ยคะ" อลิชาหายง่วงแล้วหยิบสีมาระบายอย่างแคล่วคล่องว่องไวได้ในทันที
มีของวิเศษติดตัวไว้นี่มันดีจริงๆเลย 







อาหารกลางวันวันนี้พวกเราทานผัดไทเป็นอาหารกลางวัน เด็กๆนั่งเป็นแถวยาวหันหน้าเข้าหากันตรงระเบียงริมน้ำ จะมีสักกี่ครั้งที่เราได้มานั่งทานอาหารกลางวันพร้อมๆกันในสถานที่แบบนี้











หลังจากกล่าวคำขอบคุณจบทุกคนก็ลงมือทานอาหารกันอย่างอร่อย
"ทานให้หมดนะครับ คุณครูตักให้นิดเดียวเอง อย่าให้เหลือแม้แต่เส้นเดียวเลยนะครับ" ครูแหลมบอก
อลิชาพอได้ยินคำว่า "อย่าให้เหลือแม้แต่เส้นเดียวเลยนะครับ" ก็ทำหน้าเบ้ทันที
"ครูแป๋ม...อลิชาง่วงนอน" อลิชาบอกว่าง่วงแต่ก็ตักผัดไทเข้าปาก กินไปบ่นไป
"อย่าเพิ่งง่วง ทานให้อิ่มก่อน" ครูแป๋มบอก
"แต่อลิชาง่วงนอนแล้ว อยากกลับบ้าน แม่ไปไหน" อลิชาเริ่มงอแงทำท่าจะร้องไห้
ครูแป๋มนึกเอ๊ะใจ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตามอลิชาก็บอกว่าง่วงนอนตลอด
"อลิชาลุกมาหาครูแป๋มสิคะ ถือจานผัดไทมาด้วย" ครูแป๋มบอกอลิชารีบลุกขึ้นมาทันที
"เดี๋ยวครูแป๋มช่วยอลิชากินครึ่งจานนะ อลิชาจะได้กินหมด ดีมั๊ยคะ" ครูแป๋มบอก
"ดีจ๊ะ" อลิชารีบส่งจานผัดไทให้ครูแป๋มทันที ครูแป๋มช่วยทานไปครึ่งจานกว่าๆ และในที่สุดอลิชาก็ทานผัดไทที่เหลือจนหมดจาน ทีนี้ก็พูดจ่อๆ ยิ้มแย้มได้เหมือนเดิม
แต่ครูแป๋มน่ะสิอิ่มจะแย่ เพราะหลังช่วยอลิชาแล้ว ครูแป๋มยังต้องเล่นมุขนี้กับน้องส่วงและน้องภีมอีก
ไม่ใช่ตลกบริโภคนะคะ งานนี้อิ่มและแน่นจนตลกไม่ออกเลย ฮ่าๆๆๆ

















ทานผัดไทเสร็จเด็กๆก็เอาจานของตัวเองไปล้าง จากนั้นก็ไปรับไอติมแสนอร่อยมาทานกัน ลุงขายไอติมน่ารักมากๆ อายุ ๘๐ กว่าแล้วยังแข็งแรงดี



พอทานข้าวเสร็จระบบปฏิบัติการท้องไส้ของอลิชาก็เริ่มทำงาน
"ครูแจง อลิชาปวดอึ๊" ครูแจงรับหน้าที่พาอลิชาไปเข้าห้องน้ำทันที หายไปสักพักก็เดินกลับมา
"อลิชาอึ๊ไม่ออก" อลิชาบอก
"ไม่เป็นไร เดี๋ยวถ้าปวดอึ๊อีกแล้วค่อยไปใหม่" ครูแจงบอก แล้วอลิชาก็เดินกลับมานั่งระบายสีกับครูแป๋ม นั่งกันอยู่สักพักก็เกิดเรื่องจนได้
"ครูแป๋ม อลิชาปวดอึ๊" คราวนี้เป็นหน้าที่ของครูแป๋มที่ต้องเผชิญชะตากรรมกับอลิชาเพียงลำพัง ๒ คนแล้ว
ครูแป๋มพาอลิชาไปเข้าห้องน้ำ ระหว่างทางเดินสายตาก็กวาดมองหาครูแจงว่าหายไปไหน แต่ก็หาไม่เจอจึงจำต้องเป็นคนพาอลิชาไปเข้าห้องน้ำ
"ครูแป๋มจับอลิชาไว้ด้วยนะคะ" อลิชาบอกขณะที่ครูแป๋มจับเธอขึ้นนั่งบนชักโครก เพราะอลิชากลัวตกส้วมนั่นเอง
นั่งสักพักเธอก็ฉี่ออกมา
"อุ๊ย...อลิชาฉี่ออกมาแล้ว ครูแป๋มได้ยินเสียงมั๊ยคะ เดี๋ยวอลิชาก็จะอึ๊แล้ว" อลิชาพูดเจื้อยแจ้ว
แล้วก็มีเสียงวัตถุระเบิดตกลงไปในน้ำดังจ๋อม
"นั่นไงครูแป๋มได้ยินเสียงมั๊ยคะ มันตกน้ำไปแล้ว" อลิชายังพูดไม่หยุดแล้วรีบเอามือปิดจมูก
"ครูแป๋มปิดจมูกด้วยค่ะมันเหม็นมาก" ครูแป๋มเอามือจับอลิชาไม่ให้ตกส้วมมือหนึ่ง และมือที่เหลืออีกข้างก็ปิดจมูก
"เสร็จแล้วคะ ครูแป๋มล้างก้นให้ด้วยนะคะ" มันก็คงต้องเป็นอย่างนั้นล่ะจ่ะหนูน้อย เพราะเรามีกันอยู่แค่ ๒ คน ฮ่าๆๆๆ











บ่าย ๒ โมงที่บ้านศิลปินจะมีการแสดงหุ่นละครเล็ก คณะคำนาย วันนี้จะแสดงเรื่อง “นางลอย” มีตัวแสดง ๒ ตัว คือ หนุมาน และนางเบญกาย หุ่นแต่ละตัวจะใช้ผู้เชิด ๓ คน เอกลักษณ์ของคณะคำนายก็คือ ผู้เชิดทั้งสามคนจะต้องใส่หน้ากากสีดำ แต่งกายสีดำ สวมถุงแขน สวมถุงขาสีดำ เพื่อเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์ และเพื่อส่งให้หุ่นเด่นมากยิ่งขึ้น อีกทั้งเพื่อดึงความสนใจของผู้ชมให้อยู่แต่ที่ตัวหุ่น หรืออีกนัยหนึ่งก็เปรียบได้ว่าผู้เชิดหุ่นเป็นเพียงจิต และตัวหุ่นเปรียบเสมือนเป็นกาย เมื่อผู้เชิดคือจิตทั้งสามต่างมีหน้าที่แตกต่างกัน ถ่ายทอดไปยังร่างกายเมื่อร่างกายสมบูรณ์ ทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างงดงาม และอ่อนช้อยประดุจเสมือนหุ่นมีชีวิต
หุ่นละครเล็ก และเปิดให้ชมฟรีทุกวัน วันละ ๑ รอบ เวลา ๑๔.๐๐ น.(การแสดงหยุดทุกวันพุธ)















พอใกล้เวลาแสดงเด็กๆก็ไปนั่งจองที่บนพื้นด้านหน้าเวทีการแสดงเลย เด็กๆนั่งรออย่างใจจดใจจ่อ และการแสดงวันนี้ก็ไม่ทำให้เด็กๆผิดหวัง ทุกคนมีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ นี่คือการแสดงที่เข้าถึงผู้ชมตัวน้อยอย่างแท้จริง

























เด็กๆชอบใจมากตอนที่พี่ๆนักแสดงเชิดหุ่นเข้ามาเล่นกับเด็กๆและท่านผู้ชมทุกๆคน ทั้งหนุมานและนางเบญกายเข้ามาให้เด็กๆจับมือ และหอมแก้มเด็กๆ บางทีก็เข้ามาแกล้งทุกคนสนุกสนานหัวเราะชอบใจเป็นที่สุด








จบการแสดงเด็กๆก็ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกกับพี่ๆนักแสดงทุกคนอีกด้วย วันนี้พวกเราาสนุกมากๆเลยค่ะ ได้ทั้งความรู้ ความสนุกสนาน ครบรสจริงๆ

















ผลงานวันนี้



















































































ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น